Rotorua  นิวซีแลนด์
Rotorua นิวซีแลนด์

Rotorua นิวซีแลนด์ ฟุดฟิด…ฟุดฟิด กลิ่นกำมะถันลอยแตะจมูกมาแต่ไกล นี่คือสัญญาณบอกนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนทุกคนว่า ขอต้อนรับสู่เมือง “โรโตรัว” (Rotorua) ดินแดนแห่งสปา อันเลื่องชื่อ ในเกาะเหนือของแดนกีวีประเทศนิวซีแลนด์

โดยชื่อของเมืองมาจากภาษาชนเผ่าพื้นเมือง “เมารี” (Maori) มาจากชื่อเต็มๆว่า “Ta Rotorau-nui-a-Kahumatamomoe” ซึ่งคำว่า Roto หมายถึงทะเลสาบ ส่วนคำว่า Rua แปลว่า สอง รวมแล้ว “Rotorua” แปลว่า ทะเลสาบแห่งที่สอง ที่ชนเผ่าเมารีค้นพบและตั้งชื่ออุทิศให้แก่ลุงของเขาที่ชื่อ Kahumatamomoe

และด้วยสภาพภูมิประเทศของเมืองตั้งอยู่ในเขตภูเขาไฟจึงมีบ่อโคลนร้อนมากมาย ทำให้เป็นที่มาของชื่อเรียกขานอีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้ว่า “เมืองแห่งซัลเฟอร์” (Sulphur City) เพราะบรรดาบ่อโคลนทั้งหลายนี้ได้ปล่อยซัลเฟอร์หรือกำมะถันออกมาฟุ้งกระจายไปทั่วเมือง นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำแร่ น้ำพุร้อนมากมายทำให้เมืองโรโตรัวกลายเป็นเมืองสปาธรรมชาติชั้นเยี่ยมของนิวซีแลนด์อีกด้วย

ชาวเมารีเข้ามาอาศัยอยู่รอบอาณาบริเวณนี้ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 และทำการแก่งแย่งพื้นที่กันระหว่างเผ่าต่างๆ ตลอดมา เพราะบริเวณนี้อบอุ่นด้วยความร้อนจากใต้ดิน ซึ่งมาจากแนวภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ ชาวเมารีได้ใช้ความร้อนนั้นในการทำอาหาร บ่อน้ำอุ่น ๆ เป็นที่อาบน้ำชำระร่างกาย และเชื่อว่าช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้

กระทั่งเมื่อชาวผิวขาวเข้ามาเยือนโรโตรัวหลังจากปี ค.ศ. 1870 (พ.ศ. 2413) ข่าวความงดงามของภูมิประเทศ และบ่อน้ำร้อนก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โรโตรัวจึงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว พักผ่อนตากอากาศที่โด่งดังและดีที่สุดแห่งหนึ่งของนิวซีแลนด์ไปในที่สุด

สำหรับนักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชนเผ่าพื้นเมืองเมารีได้ที่ “ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเมารี” หรือ “The New Zealand Maori Art & Crafts Institute” หรือ “Te Whakarewarewa” ศูนย์แห่งนี้มักถูกเรียกย่อๆว่า วากา (Whaka) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1963 จากการที่รัฐบาลออกพระราชบัญญัติคุ้มครองและรักษาศิลปวัฒนธรรมและการช่างของเมารีขนานแท้ โดยจัดให้มีการถ่ายทอดการสานตะกร้า ทอผ้าและทอเสื่อ การแกะสลักโบสถ์ เรือพาย อาวุธ และเครื่องประดับ ซึ่งงานเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตของชาวเมารีสืบต่อกันไป

ในการเข้าชมศูนย์ดังกล่าวจะต้องเดินผ่านซุ้มประตูไม้แกะสลักสีแดง ข้างในศูนย์จะมีชาวเมารีมาสาธิตการแกะสลักไม้และทำเครื่องจักสานให้ชม จากนั้นจะเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง บ้านโบราณและเรือโบราณตั้งแสดง มีการแสดงระบำเมารีและการร้องเพลงให้ได้รับชมรับฟังกันอย่างเพลิดเพลินอีกด้วย

บริเวณด้านหลังของศูนย์วากามีหมู่บ้านของชาวเมารีซึ่งตั้งบนหุบเขาที่ร้อนเรียก Whakarewarewa Geothermal Valley เนื่องจากบริเวณดังกล่าวจัดได้ว่าเป็นบริเวณที่มีเปลือกโลกบางที่สุด บริเวณดังกล่าวจึงมีบ่อโคลนกำลังเดือด ไอน้ำร้อนลอยขึ้นมาจากพื้นดิน และมีน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดด้วย

น้ำพุร้อน “Pohutu Geyser” เป็นน้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นเหนือพื้นดินสูงราว 30 เมตร ประมาณ 1–2 ครั้งต่อชั่วโมง ใครที่มีโอกาสมาเยือนขอแนะนำให้ลองถอดรองเท้าเพื่อให้เท้าสัมผัสพื้นดินดูแล้วจะรู้สึกถึงความอุ่นและความสั่นสะเทือน

นอกจากนี้ยังมีศูนย์เพาะเลี้ยงและวิจัยนกกีวี เนื่องจากแต่เดิมชาวเมารีได้ฆ่านกอีมูและนกกีวีเป็นจำนวนมากจนแทบจะสูญพันธุ์ ในปัจจุบันจึงพยายามอนุรักษ์นกกีวีไว้ โดยนกกีวีจะออกไข่เพียงปีละฟอง ชอบอาศัยในที่มืดและกินแมลงในดินเป็นอาหาร นกชนิดนี้บินไม่ได้ สามารถปรับสายตาให้มองเห็นได้ดีตอนกลางคืน การเข้าชมนกกีวีจะมีกฎระเบียบห้ามถ่ายรูป เพราะแสงจะรบกวนความเป็นอยู่ของเจ้านกกีวี

สถานที่ท่องเที่ยวฮอตฮิตต่อไปคือ “Lake Rotorua” หรือ “ทะเลสาบโรโตรัว” เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอับดับสองของเกาะเหนือตั้งอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟที่ระเบิดไปแล้วเมื่อ 240,000 ปีก่อน ที่ทะเลสาบแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของแม่น้ำลำธารหลายสายด้วยกันอาทิ แม่น้ำUtuhina, น้ำพุ Hamurana ที่ขึ้นชื่อเรื่องความใสสะอาดจนเหมือน คริสตัลของน้ำ และลำธารNgongotaha ซึ่งเป็นสถานที่ที่โด่งดังมากในเรื่องของการตกปลาเทราท์

นอกจากนี้ทะเลสาบโรโตรัวแห่งนี้มีทัศนียภาพที่สวยงามมองไปได้กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บริเวณริมทะเลสาบมีฝูงหงส์ดำจำนวนมากมาลอยตัวรออาหารจากเหล่านักท่องเที่ยว แต่ต้องขอเตือนไว้หน่อยว่า หงส์เป็นสัตว์ที่ดุ โดยเฉพาะแม่หงส์ที่มีลูกตัวน้อย จะดุและหวงลูกมาก ดังนั้นเวลาให้อาหารก็ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง อย่าให้อาหารกับมือเพราะอาจโดนจิกเลือดตกยางออกได้

พื้นที่ติดทะเลสาบเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเมารี “Ohinemutu” แต่เดิมเคยเป็นสถานที่ที่สำคัญเป็นศูนย์กลางในละแวกทะเลสาบโรโตรัว สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของหมู่บ้านนี้ก็คือ “St Faith’s Anglican Church” ซึ่งมีจุดที่น่าสนในอยู่ที่กระจกหน้าต่างที่ทำเป็นรูป พระเยซู แต่งกายในชุดของเผ่าเมารี ซึ่งกำลังเยื่องย่างผ่านผิวหน้าของทะเลสาบ เป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมของอังกฤษและการแกะสลักของชาวเผ่าเมารีได้อย่างลงตัว ทำให้ที่นี่เป็นที่เดียวที่วิถีชีวิตของชนเผ่าเมารีเป็นที่ยอมรับของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติแสนพิเศษเมืองโรโตรัวยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งเช่น “Waikite Valley Thermal Pools” บ่อน้ำพุร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร น้ำที่ไหลมายังบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ไหลมาจากน้ำพุร้อน Manaroa ซึ่งเป็นแหล่งน้ำพุร้อน 100 % แห่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เมื่อไหลมาถึงยัง Waikite Valley Thermal Pools แล้วจะมีอุณหภูมิประมาณ 35-38 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่พอเหมาะสำหรับให้นักท่องเที่ยวนั่งแช่อย่างมีความสุข

หรือที่ “Waimangu Volcanic Valley” หมู่บ้านที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟTarawera เมื่อปี ค.ศ.1886 ใกล้กันนั้นยังมี “Lake Rotomahana” ที่สวยงามอันเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟTarawera เช่นกัน นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นชมหมู่บ้านและนั่งเรือไปชมภูเขาไฟกลางทะเลสาบได้

อีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสามารถชมธรรมชาติเฉพาะตัวของเมืองโรโตรัวได้อย่างประทับใจก็คือ “Waiotapu Thermal Wonderland” ที่มีครบครันทั้งอ่างอาบน้ำร้อน น้ำพุร้อน บ่อโคลนร้อน วิวที่มองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ปากปล่องภูเขาไฟอันใหญ่โต และเอกลักษณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวของ Waiotapu Thermal Wonderland ก็คือ “Lady Knox Geyser” หรือน้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากฐานหินทรงกรวยสูงราว 20 เมตร ในทุกๆวัน เวลาประมาณ 10.15 น.

ส่วนใครที่อยากจะรู้จักเมืองโรโตรัวแห่งนี้ให้มากขึ้นก็มาศึกษากันได้ที่ “Rotorua Museum of Art and History” ตั้งอยู่ในโรงอาบน้ำเก่าที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 20 เพื่อใช้เป็นศูนย์บ่อน้ำแร่ ภายในพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาของที่มีค่าทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าของนิวซีแลนด์ไว้อีกมากมาย อีกทั้งยังมีการเก็บเป็นหมวดหมู่อีกด้วย เช่น วัตถุโบราณของเผ่าเมารี ที่เก็บของโบราณวัตถุที่เป็นของชนเผ่า อาราว่า (Arawa) โบราณ ที่ตั้งรกรากอยู่เป็นพวกแรกในโรโตรัว

นอกจากนี้ยังมีรูปภาพสำคัญของนิวซีแลนด์ทั้งภาพศิลปะที่เก่าแก่ หรือเป็นแบบร่วมสมัย รวมทั้งรูปแกะสลัก งานเซรามิก และงานหัตถกรรม และยังเป็นที่เก็บวัตถุที่มีความเกี่ยวเนื่องกับโรโตรัว ตั้งแต่ในสมัยที่ชาวยุโรปได้เข้ามาตั้งรกรากที่นี่ อีกทั้งยังมีหมวดหมู่ของที่ระลึกอีกด้วย

รู้จักความพิเศษและที่มาของฉายา “เมืองแห่งซัลเฟอร์” กันแล้ว หากใครได้มีโอกาสมาเยือนแดนกีวีก็อย่าลืมที่จะแวะมาอาบน้ำแร่แช่น้ำพุร้อนให้สบายกายกันได้ที่เมืองสปาโรโตรัว